Rachata 的个人资料Taii Kung照片日志列表更多 工具 帮助

Favor Links

RECOMMENDED LINK...

Taii Club Board [Register for Member]


คลิกที่ลิ้งค์เข้าสู่เว็บบอร์ด

Taii Kung

SURATTAKUL Rachata

职业
地点
3月23日

6 Months After the COUP...better or worse

6 เดือนใต้รัฐประหาร

          คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ยึดครองประเทศมา 6 เดือนแล้ว แม้จะขนานนามตนเองว่า "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" (คปค.) ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ" (คมช.) แต่ไม่สามารถ "ปฏิรูปการปกครอง" หรือสร้าง "ความมั่นคง" ใดๆ ให้แก่ประเทศชาติ ให้สมกับชื่อที่ตนได้ตั้งขึ้นเลย

          ระบอบและระบบต่างๆ ในการปกครองแผ่นดินกลับ "ถอยหลัง" ไปอย่างน้อย 16 ปี และดูจะเลวร้ายกว่าสมัย "คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ" (รสช.) ที่ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 อีกด้วย อาทิ การปกครองแผ่นดินได้เปลี่ยนจาก "ระบอบประชาธิปไตย" ที่ใช้เงินเป็นตัวขับเคลื่อน มาเป็น "ระบอบอำมาตยาธิปไตย" ที่ใช้ปืนและรถถังเป็นตัวกำหนด และมีแนวโน้มที่จะเกิด "ระบอบอัตตาธิปไตย" ในอนาคต ถ้ายังคงสภาพเช่นนี้ต่อไป

          การปกครองแผ่นดินเปลี่ยนจากระบบ "นิติรัฐ" (รัฐที่ยังใช้กฎหมายทั้งในและระหว่างประเทศเป็นหลัก แม้จะอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายในการหาผลประโยชน์ใส่ตน) มาเป็นระบบ "ตั้งธง" และ "ทุบโต๊ะ" จนกระบวนการยุติธรรมระส่ำระสาย และทำลายศรัทธาของผู้คนทั้งในและนอกประเทศ เพราะไม่ยึดหลัก "นิติธรรม"

          การปกครองแผ่นดินเปลี่ยนจากระบบที่ให้ "สิทธิเสรีภาพ" จนผู้คนสามารถตั้งสถานีวิทยุชุมชนและสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อด่าว่ารัฐบาลได้ มาเป็นระบบที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อสารมวลชน แล้วยังมีระบบ "เลือกปฏิบัติ" อีกด้วย

          การปกครองแผ่นดินเปลี่ยนจากระบบ "เอื้ออาทร" แบบ "ประชานิยม" มาเป็นระบบ "ตามยถากรรม" ดังตัวอย่างเช่น ประชาชนใน 47 จังหวัดที่ถูกน้ำท่วมเป็นประวัติการณ์หลังรัฐประหารไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที จึงต้องดิ้นรนยังชีพของตนไปตามยถากรรม

          การปกครองแผ่นดินเปลี่ยนจากระบบที่คนยากจน "รากหญ้า" ได้มีส่วนร่วมมากขึ้น มาเป็นระบบที่ "รากหญ้า" ถูกสอดแนม สอดส่อง ดูแคลน และไม่ไว้วางใจ เพิ่มขึ้นๆ แม้แต่ในชุมชนแออัดในกรุงเทพมหานคร

          การปกครองแผ่นดินเปลี่ยนจากระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพและความชอบธรรม (อย่างน้อยตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการยกร่างมากที่สุด) มาเป็นระบบการเมืองแบบเผด็จการทหารที่ฉีกรัฐธรรมนูญของประชาชนทิ้ง แล้วสร้างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่วิปริตพิสดาร และกำลังยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่จะวิปริตมากขึ้น ทำให้การเมืองไร้เสถียรภาพ อาจเกิดรัฐประหารซ้ำหรือซ้อนดังในอดีต เพื่อเปลี่ยนรัฐบาลอีกในอนาคตอันใกล้

          จึงเกิด "ความไม่มั่นคง" ในด้านต่างๆ เช่น ความไม่มั่นคงในทางการเมือง เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันถือกำเนิดจากรัฐประหาร จึงขาดความชอบธรรมตั้งแต่เริ่มต้น และรัฐมนตรีเกือบทุกคนไม่มีความสัมพันธ์กับประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประชาชนในระดับ "รากหญ้า" (แม้จะได้รับชื่อใหม่ว่า "รากแก้ว" แต่ไม่เคยได้รับความสำคัญและการดูแลแบบรากแก้วเลย มิหนำซ้ำยังถูกดูแคลนว่าโง่เขลา ขายเสียง เป็นพวก "ทักษิณ" ฯลฯ) จึงเกิดความหวาดระแวงในกันและกัน ซึ่งจะเป็นสาเหตุนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต

          ความไม่สมานฉันท์ใน คมช.และในรัฐบาล ระหว่าง คมช.กับรัฐบาล ระหว่าง คมช. และรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตร ที่ช่วยกันโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ และความขยันแสดงความเห็นที่ขัดแย้งกันผ่านสื่อสร้างความสับสนแก่ประชาชน และขัดแย้งอย่างยิ่งกับการกล่าวอ้างว่า จะเข้ามาสร้างความสมานฉันท์ในชาติ เพราะในพวกเดียวกันเอง ยังสร้างความสมานฉันท์ไม่ได้เลย เช่น

          การสร้างสถานการณ์เพื่อขับแกนนำ คมช.คนหนึ่งออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาจนถึงกรณีล่าสุดที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง (หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ) ถูกกดดันให้ต้องลาออก และได้วิจารณ์ถึงความไม่โปร่งใสในการทำงานของรัฐบาลและรัฐมนตรี

          ความไร้เสถียรภาพในทางการเมือง ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและข้องใจว่า ใครเป็นผู้บริหารปกครองประเทศกันแน่ คมช. รัฐบาล กลุ่มพันธมิตร สื่อบางฉบับ หรือ "ไอ้โม่ง" เป็นต้น

          ความไม่มั่นคงในทางเศรษฐกิจ ความอ่อนด้อยในการประชาสัมพันธ์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการเปลี่ยนวิธีการทางเศรษฐกิจกลับไปกลับมาในช่วงข้ามคืน ก่อให้เกิดความสับสนและความไม่ไว้วางใจแก่นักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล และยังไม่มีกระบวนการที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาเหล่านี้

          เศรษฐกิจของประเทศจึงทรุดลงๆ ประชาชนทำมาหากินลำบากขึ้น ชาวบ้านหลายคนถึงกับพูดว่าฟ้าดินคงลงโทษประเทศไทย จึงทำให้น้ำท่วมใหญ่เป็นประวัติการณ์ถึง 47 จังหวัดหลังรัฐประหาร และพอจะลืมตาอ้าปากหลังภัยน้ำท่วม ก็ต้องถูกซ้ำเติมด้วยภัยแล้งอีก

          ความพยายามที่จะไล่ล่า "ทักษิณ" แบบไม่คำนึงถึงประโยชน์ของชาติ ทำให้สมบัติของชาติ เช่นสนามบินสุวรรณภูมิ (ที่สร้างขึ้นด้วยภาษีอากรของประชาชนจำนวนมหาศาล) ถูกทำให้เป็น "สุสาน" ที่ด้อยคุณค่าลงอย่างมากมาย ทำลายชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของประเทศอย่างที่ไม่สามารถจะเรียกคืนได้

          ความไม่มั่นคงในทางสังคม ยาเสพติดกลับระบาดมากขึ้นและกว้างขวางขึ้น หวยใต้ดินได้ฤกษ์ขยายกิจการอย่างกว้างขวาง อาชญากรรมต่างๆ เพิ่มมากขึ้น สังคมฟอนเฟะและไร้คุณธรรมเพิ่มขึ้น การก่อความไม่สงบ (การก่อการร้าย) รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่เฉพาะใน 4 จังหวัด (เพิ่มขึ้นอย่างเป็นทางการจากเดิม 3 จังหวัด) ชายแดนใต้ แต่ยังลุกลามเข้าสู่กรุงเทพมหานคร 

          การเผาโรงเรียน การเผาชุมชนแออัด การใส่ร้ายป้ายสี การทุจริตคอร์รัปชั่น ความแตกแยกในสังคม ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และความรุนแรงอื่นๆ ในสังคม กลับเพิ่มขึ้นๆ

          ทั้งนี้เพราะผู้บริหารปกครองประเทศได้แสดงลักษณะ "มือถือสาก ปากถือศีล" ดังเช่น การรับเงินเดือนและเงินตอบแทนในหลายๆ ตำแหน่งไปพร้อมกันในเวลาเดียวกัน เป็นการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างไม่ละอายแก่ใจตนเอง ไม่ละอายประชาชนและข้าราชการผู้น้อย แล้วยังส่งพรรคพวกไปกิน "ตำแหน่งเงิน ตำแหน่งทอง" ต่างๆ

          การทุจริตเชิงนโยบาย และการทุจริตโดยการยักย้ายถ่ายโอนเงินภาษีอากรของประชาชนไปทำรัฐประหาร และบำรุงบำเรอพรรคพวกที่ช่วยและสนับสนุนการทำรัฐประหาร รวมถึงการใช้เงินจำนวนมหาศาลให้พรรคพวกมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร เป็นตัวอย่างการทุจริต ที่ไม่ต่างจากรัฐบาลก่อนๆ และตรงข้ามกับหลัก 4 ป. (โปร่งใส เป็นธรรม ประหยัด และมีประสิทธิภาพ) ของรัฐบาล

          ความไม่มั่นคงระหว่างประเทศ การใช้เหตุการณ์ "ทักษิณ" ในต่างประเทศหาเรื่องประเทศอื่นการพยายามปลุกกระแสชาตินิยมโดยข้อมูลผิดๆ เช่น เรื่องดาวเทียม "ไทยคม" การให้ข่าวในทำนองว่าจะยึดคืนดาวเทียมและธุรกิจต่างชาติ ทำให้ต่างชาติไม่ไว้วางใจในนโยบายที่ผันผวน (เอาแต่ใจ) ของ คมช. และสมุน ที่ไม่ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและความชอบธรรม

          การดำเนินการผิดพลาดต่างๆ สร้างความขุ่นเคืองให้กับประเทศอื่น ทำให้ประเทศไทยถูกโดดเดี่ยวมากขึ้น และถูกนำไปเปรียบเทียบกับประเทศพม่ามากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลการสำรวจเอแบคโพลล์เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปรากฏว่า คนกรุงเทพฯ ถึงร้อยละ 76 เห็นว่าสถานการณ์ของประเทศแย่ลง ร้อยละ 64 ยังไม่เห็นทิศทางของการเมืองที่ชัดเจน ร้อยละ 63 ไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญที่กำลังร่างอยู่นั้นคืออะไร และร้อยละ 55 ไม่เชื่อว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน

          นี่คือความเห็นของคนกรุงเทพฯ ที่ส่วนใหญ่เคยสนับสนุน คมช. และรัฐบาล ถ้าไปสำรวจคนต่างจังหวัด ผลจะน่าวิตกกว่านี้มาก!

          คมช.และรัฐบาลควรจะทบทวนและประเมินตนเองว่า มีศักยภาพพอจะบริหารปกครองประเทศต่อไปหรือไม่ หรือจะรอจนกว่าเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมก่อน จนคนเขามาถอนหงอกที่ชอบอ้างว่า "รักชาติและมีคุณธรรม" เสียก่อน แล้วจึงจะรู้สำนึก ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น อาจจะสายเกินเยียวยาได้เพราะมีผู้คาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะเป็นตัวการก่อ "โรคต้มยำกุ้ง" อีกครั้งในไม่ช้านี้

          คมช.และรัฐบาลจึงควรที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ไปพลางก่อน เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง ให้มีผู้แทนของประชาชนมาบริหารปกครองประเทศในขณะที่มีการปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยตรง เพื่อสร้างความชอบธรรม ความสมานฉันท์ และการฟื้นตัวจากสถานการณ์ที่เสื่อมทรุดลงเรื่อยๆ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา

3月20日

Nada Sou Sou

คำแปลเพราะๆ...


พลิกหน้าอัลบั้มรูปเก่าๆออกดูพลางพึมพัมคำว่า “ขอบคุณ”
ให้กับคนคนหนึ่งที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็คอยให้กำลังใจฉันอยู่เสมอ

รอยยิ้มนั้นที่ผุดขึ้นมาในใจ ทั้งวันที่ฟ้าใส ทั้งวันที่มีฝนตก
ถึงแม้ว่าความทรงจำนั้นจะค่อยๆจางหายออกไป
แต่ว่า วันใดที่ฉันระลึกความทรงจำเก่าๆขึ้นมาได้นั้น จะเป็นวันที่น้ำตาหลั่งริน


การเฝ้าภาวนาอ้อนวอนต่อดาวดวงแรกที่ส่องแสงบนฟากฟ้า
กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันต้องทำอยู่เป็นประจำทุกวัน
ท้องฟ้าที่ฉันเหม่อมองไปในยามเย็น ฉันเฝ้าหาแต่เธอด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยม

รอยยิ้มนั้นที่แสนคิดถึง
ทั้งยิ้มที่เต็มไปด้วยความเศร้า ทั้งยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข
ถ้าเธอกำลังเฝ้ามองฉันจากที่ที่เธออยู่ล่ะก็
ฉันจะมีชีวิตอยู่โดยเชื่อว่าซักวันเราจะได้พบกันอีกอย่างแน่นอน

รอยยิ้มนั้นที่ผุดขึ้นมาในใจ ทั้งวันที่สดใส ทั้งวันที่มีฝนตก
ถึงแม้ว่าความทรงจำนั้นจะค่อยๆจางหายออกไป
ทั้งเหงา ทั้งรัก ความรู้สึกที่มีให้กับเธอนั้น...เป็นน้ำตาที่หลั่งริน
อยากพบเหลือเกิน ความรู้สึกที่มีให้กับเธอนั้น...เป็นน้ำตาที่หลั่งริน

 
第 1 张,共 9 张